ความเข้าใจผิดบางประการ
มีส่วนทำให้ 'กาหลอ' ดนตรีพื้นบ้านจากปักษ์ใต้เกือบสูญหายไป แต่นักเรียนกลุ่มหนึ่งทวนกระแสคำว่าความเชย
หันมารวมกลุ่มตั้งวงดนตรีที่หลายคนมองผ่าน โดยการฝึกฝนและเคี่ยวกรำจากผู้สูงอายุในหมู่บ้าน
มณี พรมแก้ว แนะนำให้รู้จักกับการหวนคืนของกาหลอ ในอุ้งมือเยาวชนจากสงขลา
ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นหลายส่วนให้ความสนใจกับค่านิยมใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งแฟชั่นการแต่งกาย การรับประทานอาหารจานด่วน
ตลอดจนการเข้าร้านเน็ตเพื่อแข่งขันเกมทุกรูปแบบ จนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตรการคุมเข้ม
แต่ดูเหมือนว่าวัยรุ่นกลุ่มเล็กในชุมชนคูเต่า อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
กลับไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาทวนกระแสในยุคสมัยของสังคมเมืองปัจุบัน ด้วยการหันไปเล่นวงกาหลอ
ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ที่กำลังจะสูญหายไปแม้จะถูกตั้งคำถามจากเพื่อนๆ ว่าเชยก็ตาม
รู้จัก 'กาหลอ' ก่อนสูญหาย
"ฝึกซ้อมตีทนทุกวัน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมใช้เวลาส่วนใหญ่รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ
ในหมู่บ้านรวมวงตีทน อาทิตย์แรกเจ็บมือ แต่พอตีไปสักระยะหนึ่งก็ชินไม่เจ็บเริ่มชอบและเข้าใจในจังหวะและเนื้อหาของเพลง"
มนูญ คูระนิตย์ นักเรียน ม.2 โรงเรียนครูเต่าวิทยา อ.เมือง สงขลา สะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับกาหลอ
ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ที่กำลังจะสูญหายไป
มนูญ บอกว่า ได้แบบอย่างการจุดประกายความคิดจากครูปานและครูภู่
ในฐานะครูภูมิปัญญาครูพื้นบ้านที่มีความรู้ด้านดนตรีในชุมชน ทำให้มีกำลังใจและอยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
มนูญ บอกอีกว่า ครูใจเย็นสอนดีทำให้เขาและเพื่อนๆ สนุกไม่เครียด เพื่อนส่วนใหญ่ทั้งในโรงเรียนและตามชุมชนให้ความสนใจมาก
แต่ไม่กล้ามาซ้อม เพราะอายเนื่องจากเห็นว่าเป็นดนตรีโบราณ
นักเรียนคนเดิมเล่าให้ฟังว่า สมาชิกในวงกาหลอที่มาซ้อมกันเป็นประจำมีทั้งหมด
8 คน ซึ่งปกติวงกาหลอจะมีสมาชิกในวงเพียง 4 เท่านั้น คือ ผู้เล่นทนตัวผู้
เล่นทนตัวเมีย เล่นปี และฆ้อง แต่เขาและเพื่อนๆ สนใจจึงรวมตัวกันเล่นมากกว่าวงที่กำหนดไว้
จากทั้งหมด 8 คน มนูญจะรับหน้าที่ผู้เล่นทนตัวผู้,
ยุทธพงศ์ ทองโอ เล่นทนตัวเมีย, สมบูรณ์ โชติช่วง เล่นกลองทนตัวเมีย,
สยาม แก้วกุลนิล เล่นกลองทนตัวเมีย, วัชรพงศ์ สังขปาน เล่นกลองทนตัวผู้,
อังคาร ชัยสวัสดิ์ เล่นฆ้อง, ชัชวาล ปานทองศรี เล่นปี่ และ อดิศร ทองสลับล้วน
เล่นปี่
ดนตรีชิ้นที่ยากที่สุด คือ ทนตัวผู้ คนที่จะเล่นได้จะต้องมีความสามารถเฉพาะตัวในการใช้สมาธิแยกจังหวะให้คล่อง
เพราะไม่มีตำราหรือโน้ต ที่สำคัญคนที่เล่นทนตัวผู้จะต้องได้รับการฝึกฝนทนตัวเมีย
หรือมีพื้นฐานการเล่นทนตัวเมียมาก่อนถึงจะเล่นได้
นับถึงวันนี้กว่า 3 เดือนแล้วที่มนูญใช้เวลาฝึกซ้อมหนักเกือบทุกวัน
ทำให้เขาสามารถตีกลองทนได้คล่องและเก่งกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในวง เพราะได้ยกระดับฝีมือจากการตีกลองทนตัวเมียมาก่อนหน้านี้
ทั้งนี้เพราะคนที่จะตีกลองทนตัวผู้ได้ จะต้องผ่านการตีกลองทนตัวเมียมาก่อน
คนที่ตีกลองทนตัวผู้ได้ถือเป็นสมาชิกสำคัญของคนในวงกาหลอ
"บางครั้งเพื่อนๆ ที่โรงเรียนชอบล้อเหมือนกันว่าผมชอบเรียนดนตรีโบราณๆ"
เขาย้อนความ "แรกๆ ก็อายแต่ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพราะเพื่อนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจดนตรีพื้นบ้านที่เป็นของเก่าแก่ในชุมชน
แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและมีคุณค่า เห็นคนรุ่นเก่าๆ เขาเล่นกันในหมู่บ้านเลยเกิดความสนใจที่จะเข้าไปศึกษาและตั้งใจที่จะเรียนรู้
ทุกวันนี้ ไม่สนใจคำถามและสายตาของเพื่อนๆ ที่เคยตั้งคำถามในช่วงแรกๆ
ซึ่งตอนนี้ก็ไม่มีใครเขาสนใจแล้ว"
มนูญ บอกว่า สำหรับการซ้อมวงกาหลอในช่วงวันเปิดเรียนเขาและเพื่อนๆ
มักใช้เวลาพักเที่ยงช่วงรับประทานอาหารฝึกซ้อมที่ห้องดนตรีไทยของโรงเรียนบ้าง
เพราะมีเครื่องดนตรีพร้อม ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอมก็มักจะใช้ศูนย์วัฒนธรรมคูเต่า
ซึ่งตั้งอยู่ในวัดคูเต่าเป็นสถานที่รวมวงและฝึกซ้อมกันเป็นประจำ
สืบทอดดนตรีโบราณ
แม้เด็กกลุ่มหนึ่งจะสนใจการเล่นดนตรีพื้นบ้านมากเพียงใด
แต่หากไม่ได้แรงสนับสนุนที่ดีจากผู้ใหญ่ คงขาดช่องทางในการเรียนรู้ที่ถูกต้อง
ปราโมทย์ สุวรรณจุณีย์ อาจารย์จากโรงเรียนครูเต่าวิทยา ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาของวงกาหลอของเด็กๆ
บอกว่า การสนับสนุนให้เด็กๆ ได้รวมวงกาหลอ เพราะต้องการให้เด็กๆ เหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการอนุรัษ์วงกาหลอจากผู้สูงอายุในชุมชนที่มีความรู้
กอปรกับโรงเรียนคูเต่าได้รับการคัดเลือกจากเขตการศึกษา 3 ให้เป็นโรงเรียนนำร่องในโครงการสืบค้นสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น
ซึ่งจากการสำรวจภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ของตำบลคูเต่า พบว่า ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นกำลังสูญหายไป
เพราะผู้เล่นเป็นผู้สูงอายุและกำลังจะสูญหายตายจากไปโดยที่ไม่มีใครได้รับการสืบทอดไว้
คือ
ว่ากันว่า การเล่นวงกาหลอ เป็นดนตรีพื้นเมืองประเภทเครื่องประโคมเก่าแก่ของภาคใต้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมมาลายูตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่
13 ซึ่งสมัยก่อนนิยมใช้เล่นในงานศพ งานบวชนาค งานสงกรานต์ การเล่นวงกาหลอเป็นการเล่นที่น่าสนใจและมีความผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวตำบลคู่เต่ามาช้านาน
แต่ปัจจุบันวงกาหลอเหลืออยู่น้อยมากและเสื่อมไปตามสภาวะสังคมที่ต้องการมหรสพชนิดใหม่อื่นๆ
เข้ามาแทนที่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมรวมทั้งสืบทอดไว้ ทางโรงเรียนคูเต่าวิทยาจึงสนับสนุนให้เด็กๆ
ที่สนใจได้เข้าไปเรียนรู้ จากผู้สูงอายุที่มีสมาชิกในวงครบทีมสามารถเล่นในงานได้เช่นวงของ
"ศิษย์ตาหลวงคง" ซึ่งมี ปาน แก่นเจริญ เล่นกลองทนตัวผู้และฝึกสอนทนตัวผู้แก่เด็กๆ
ภู่ ชัยสวัสดิ์ เล่นกลองทนตัวเมีย ทำหน้าที่ฝึกสอนทนตัวเมีย และ ตุ่น
แสนทวี เล่นปี่ ทำหน้าที่ฝึกสอนปี่แก่เด็ก
ผู้สูงอายุเหล่านี้นอกจากทางโรงเรียนจะเชิญมาสอนในฐานะครูภูมิปัญญาของโรงเรียนแล้ว
เด็กที่รวมวงยังไปเรียนรู้กับครูภูมิปัญญาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ตามความพร้อมและความเหมาะสมทั้งของผู้เรียนและผู้สอน
ปาน แก่นเจริญ ครูภูมิปัญญาท้องถิ่นวัย 64 ปี ยังทำหน้าที่ถ่ายทอดการเล่นดนตรีกาหลอ
ที่บ้านคูเต่า จังหวัดสงขลาด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ แม้วันนี้วัยของครูภูมิปัญญาจะล่วงเลยถึง
64 ปี แต่เขายังคงทำหน้าที่เพื่อเด็กๆ และเยาวชนในหมู่บ้าน ให้เข้ามาเรียนรู้และทำวงกาหลออย่างมีคุณค่าไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก
"รู้สึกภูมิใจและดีใจที่เด็กรุ่นใหม่ยังรักที่จะเรียนศิลปะพื้นบ้านภาคใต้ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้น้อยมากในยุคปัจจุบัน
ทำให้ตนรู้สึกว่าสิ่งที่เหนื่อยและทุ่มเทไปยังมีโอกาสที่จะได้รับการฟื้นฟูและสานต่อบ้าง
เพราะเยาวชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้หากได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเพลงกาหลอ
และพร้อมที่จะสืบทอดศิลปะพื้นบ้านต่อไปในอนาคต"
ลุงปาน บอกว่า ทุกบ่ายวันศุกร์ศูนย์วัฒนธรรมคูเต่า
ซึ่งอยู่บริเวณวัดคูเต่าถูกปรับเป็นสถานที่เรียนรู้ของเด็กๆ นับสิบชีวิตเป็นประจำ
การถ่ายทอดเริ่มตั้งแต่สอนให้เด็กๆ ได้รู้จักเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นในวงกาหลอแต่ละชิ้น
การเล่นรวมกันเป็นวง รวมถึงการออกงานซึ่งเป็นเรื่องยากเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนจะต้องมีใจรักและความสนใจเป็นพิเศษ
เพราะหากใจไม่รักเรียนได้ซักระยะก็จะมีปัญหาไม่ต่อเนื่องและจะล้มไปในที่สุด
แม้ดนตรีประเภทนี้จะลดน้อยลงในปัจจุบัน แต่ในความรู้สึกของผู้สูงอายุอย่างปาน
มันคือดนตรีแห่งความทรงจำเพราะมีอายุยาวนานและใช้เล่นพิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวชนาค
หรืออื่นๆ แต่ปัจจุบันความเข้าใจว่า จะต้องใช้เล่นในพิธีงานศพเท่านั้นจึงทำให้ความสนใจลดน้อยลงไป
เพราะเป็นวงดนตรีที่ผู้ว่าจ้างจะต้องรู้เรื่องพิธีกรรม ซึ่งปัจจุบันนิยมเล่นกันน้อยมากทำให้วงดนตรีกาหลอกำลังจะสูญหายไป
คงเหลือเพียงที่บ้านคูเต่า จังหวัดสงขลาแห่งนี้เพียงแห่งเดียว
ความเชยอยู่ที่ใจ
นอกเหนือจากมนูญ ดูเหมือนกิจกรรมในวงดนตรีกาหลอเลือดใหม่
จะได้รับความสนใจไม่น้อยจากเพื่อนในวัยเดียวกัน วัชระพงษ์ สังขปาน หรือ
'แมน' ก็เป็นคนหนึ่ง เขาบอกความรู้สึกว่า ในช่วงแรกเห็นเพื่อนๆ บางคนเล่นกันในวงก็สนใจ
แต่ไม่กล้าเล่นและรวมวง เพราะถูกเพื่อนล้อว่าเล่นดนตรีโบราณ แต่พอเห็นสมาชิกบางคนมาฝึกซ้อมทุกวันเลยสนใจ
อาศัยว่ามีความสามารถทางด้านดนตรีไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงคิดว่าน่าจะเข้ามาไปศึกษาและร่วมซ้อมดูบ้าง
ที่ผ่านมา วัชระพงษ์ รู้สึกว่า สนุกดี แม้จะเป็นเรื่องยากแต่ต้องทำความเข้าใจและหมั่นฝึกซ้อม
โดยใช้เวลาซ้อมในช่วงพักเที่ยง ที่ห้องดนตรีของโรงเรียน ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ
ไปเรียนที่ศูนย์วัฒนธรรมคูเต่า ซึ่งศูนย์วัฒธรรมดังกล่าวจะอยู่ในบริเวณวัดอู่ตะเภา
อำเภอหาดใหญ่ สงขลา
"อายเหมือนกันในช่วงแรกที่เล่นวงกาหลอ
เพื่อนชอบล้อว่าเล่นดนตรีโบราณ แต่พอซ้อมทุกวันๆ รู้สึกว่าชอบ ที่สำคัญมีผู้สูงอายุอย่างครูภู่กับครูปาน
ครูภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ามาถ่ายทอด ซึ่งวิธีการสอนของเขาทั้งสองเป็นการสอนจากประสบการณ์ตรงทำให้เข้าใจง่าย
เพราะเป็นของบรรพบุรุษในชุมชนที่มีคุณค่า หากพวกเราไม่สืบทอดวงกาหลอคงหายไปแน่"
วัชระพงษ์ บอกเล่า
เขาบอกต่อไปว่า เวลานี้รู้สึกรักและเข้าใจวงกาหลอมากขึ้น
ซึ่งหากเป็นไปได้ตนและเพื่อนๆ ในวงอยากให้ผู้ใหญ่เข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง
เพื่อทำวงกันอย่างต่อเนื่อง และออกงานเหมือนกับวงกาหลอที่ถูกจ้างไปแสดงจริงๆ
ด้าน สยาม แก้วกุลนิล เพื่อนร่วมวงอีกคนหนึ่ง
หยุดพักการซ้อมก่อนเล่าให้ฟังว่าอยากลองเล่นดู เพราะวงกาหลอเป็นดนตรีที่แปลก
แรกๆ ที่รวมวงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่เพื่อนชวนเลยลองซ้อมดูบ้าง จับดนตรีชิ้นแรกคือทนตัวเมีย
ช่วงที่ฝึกสัปดาห์แรกเจ็บมือเหมือนกัน หลังจากซ้อมได้ประมาณกว่า 1 เดือนเริ่มลงตัวรู้จังหวะการตี
การทิ้งน้ำหนักฝ่ามือบนหน้าทน รวมถึงการตีให้รับกับเสียงปี่และทนตัวผู้
ผสมผสานกันอย่างลงตัวรู้สึกสนุก และยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วย
สยามยังสะท้อนความรู้สึกให้ฟังอีกว่า กลัวการซ้อมจะไม่ต่อเนื่อง
โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม เพราะนอกจากต้องแบ่งเวลาจากการเรียนแล้ว กิจกรรมต่างๆ
ที่โรงเรียนจัดก็ต้องเข้าร่วมตามความเหมาะสม แต่เขาจำเป็นที่จะจัดการเวลาให้เพียงพอกับการซ้อมวงกาหลอร่วมกับเพื่อนๆ
ด้วย
เครื่องมือเชื่อมคนสองวัย
ถึงวันนี้ การรวมตัวของเด็กนักเรียนเพื่อฟอร์มวงกาหลอ
ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้จักดนตรีที่เกือบจะสูญหายไปเท่านั้น หากแต่การฝึกซ้อมกับผู้สูงอายุในหมู่บ้าน
ยังทำให้คนสองวัยได้ถ่ายทอดความคิดสู่กันและกัน ผ่านเครื่องดนตรีโบราณ
เห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากลุงปาน ซึ่งความรู้ทางวุฒิการศึกษาของคุณลุงท่าน
มีส่วนสำคัญสำหรับการถ่ายทอดในฐานะครูภูมิปัญญาที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
เรียกได้ว่า ลุงปานมีความเป็นศิลปินในสายเลือดมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่
และถูกสอนให้เรียนดนตรีไทยตั้งแต่วัยเพียง 4 ขวบ นี่ย่อมเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
เขามีความสนใจและเรียนรู้โดยสายเลือด
"เริ่มต้นฝึกดนตรีชิ้นแรกในชีวิต คือ ซอด้วยวิธีครูพักลักจำตามญาติพี่น้องที่อยู่ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงนิยมเล่นกันเมื่อครั้งโน้น"
ลุงปานย้อนความจำ
จากการเล่นซอจนเติบใหญ่จึงหันไปจับปี่ ดนตรีไทยชิ้นที่สองที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ
เรียกว่า ว่างยามใดก็เล่นยามนั้น จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและถือเป็นมือปี่อันดับหนึ่งของชุมชนคูเต่าในสมัยนั้นก็ว่าได้
ลุงปานย้อนอดีตให้ฟังอีกวันหนึ่งคณะมโนราห์ที่จ้างมาเล่นในหมู่บ้านขาดมือปี่
ทำให้เขาต้องเข้าไปมีส่วนช่วยเสริมในวง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเส้นทางการเล่นดนตรีพื้นบ้านในฐานะมือปี่ระดับแนวหน้าก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน
โดยเฉพาะฝีมือในการเล่นประจำวงมโนราห์ และหนังตะลุง จนเป็นที่รู้จักของคนละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงและที่อื่นๆ
"ลุงสนใจเล่นดนตรีพื้นบ้านทุกประเภทเล่นได้หมด
แต่ชอบที่สุด คือ ซอ และปี่ ทุกวันนี้ลุงก็ยังเล่น จะตระเวนไปเล่นกับวงโนราห์และหนังตะลุงที่เขามาจ้าง
ส่วนการตีทนในวงกาหลอเริ่มให้ความสนใจเมื่อ 8 ปีที่แล้วเพราะความสนใจและความสามารถเฉพาะในดนตรีพื้นบ้าน
กอปรกับเห็นว่าดนตรีกาหลอ ซึ่งเป็นดนตรีที่นิยมเล่นในงานศพเริ่มหายไป
จึงรวมวงกันญาติผู้พี่และพรรคอีก 2 คนรวมเป็น 4 คนตั้งวงขึ้นมาภายใต้ชื่อ
"ศิษย์ตาหลวงคง" แล้วฝึกซ้อมจนสามารถออกไปแสดงตามงานต่างๆ
อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้"
ลุงปาน บอกว่า เพื่อมิให้ดนตรีพื้นบ้านกาหลอสูญหายไปเมื่อโรงเรียนครูเต่าวิทยาเชิญให้ไปถ่ายทอดความรู้แก่เด็กๆ
ในโรงเรียนระดับมัธยมตามหลักสูตรท้องถิ่น ในฐานะครูภูมิปัญญาจึงตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมโดยเริ่มสอนเด็กๆ
เมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงการถ่ายทอดให้ความรู้แก่เด็กๆ ในโรงเรียนระดับชั้นประถมตามหมู่บ้านใกล้เคียงอยู่เสมอตามโอกาสที่เอื้ออำนวย
วันนี้ ลุงปาน บอกว่า แม้ยังไม่ได้แต่ตั้งเป็นครูภูมิปัญญาอย่างเป็นทางการ
แต่เขาก็ภูมิใจที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจดนตรีพื้นบ้านโดยเฉพาะดนตรีกาหลอ
ซึ่งมีความละเอียดลึกซึ้ง และซับซ้อนในการเรียนรู้
แต่เขาก็พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องและเต็มที่
เพราะเยาวชนเหล่านี้คือ รากเหง้าสำคัญในการสร้างเครือข่ายขององค์ความรู้ที่กำลังจะหายไปจากพื้นบ้านภาคใต้แห่งนี้